เมนูหลัก

เกี่ยวกับตำบล - สถานที่สำคัญ

  • วัดท่าฬ่อ

    วิหารหลังเก่า เป็นอาคารทรงไทยขนาด ๓ ห้อง หน้าบันตอนบนประดับด้วยพระพุทธรูปปางประทานพร ประทับยืนบนดอกบัว บนพื้นสีฟ้าแวดล้อมด้วยลายไทย เครื่องบนประดับช่อฟ้าระกาหางหงส์ นาคสะดุ้ง มีประตูทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังของอาคาร ปัจจุบันตัวอาคารได้รับการบูรณะแล้ว ภายในประดับจิตรกรรมฝาผนังทั้งสี่ด้าน มีซุ้มระฆังทั้งซ้ายขวา อยู่ภายในกำแพงแก้ว พื้นที่ด้านข้างติดบ้านเรือนราษฎรที่ผนังบริเวณประตูทางเข้าด้าน หน้ามีจารึกพื้นสีแดง แสดงปี พ.ศ. ที่สร้าง และพระกลิม ผู้เขียนจิตรกรรมฝาผนัง แห่งนี้ความจารึกไว้ที่ผนังทางเข้าด้านขวาความว่า “พระกลิมพร้อมด้วยสัประรุษเขียนรูปภาพฝาผนังวิหาร มะสมโพธิมะหาวิบาก ปถมบัญญัติฯ๒๔๖๒ ปี ”แสดงเรื่องราวเดียวกัน ซึ่งปรากฏอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร

     

     โลงไม้มีพระบาท พระพุทธเจ้าโผล่ออกมาตรงปลายโลง แสดงเรื่องราวเมื่อ   พระมหากัสสปะ  เดินทางมาไม่ทันกราบ        พระบรมศพ  พระพุทธเจ้า  จึงเกิดปาฏิหาริย์  แสดงพระบาทยื่นออกมาจากที่บรรจุศพ  ทางวัดเคลื่อนย้ายจากวิหาร  ที่มีจิตรกรรม  ฝาผนังนำมาเก็บรักษาไว้ในอุโบสถเก่า

     

    ประวัติหลวงพ่อหิน

     เจ้าคุณเมธี  ธรรมประนาท  เจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อ ฝันเห็นพระพุทธรูปใหญ่สวยงาม จึงขอร้องให้ญาติโยมช่วยกันสืบหา จนได้ความว่า มีแต่เศียรพระพุทธรูปจริงรูปลักษณะเป็นหินแกะสลักเรียบร้อยสวยงาม  อยู่กับคบไม้  (ต้นไทร)  บ้านชาละวัน  ต.สนามคลี  ชาวบ้านเล่าว่า  เศียรพระพุทธรูปนี้  แต่เดิมมีคนนำมาจากวัดแถวมหาธาตุใกล้ถ้ำชาละวันเมืองเก่า  จังหวัดพิจิตร  ใครนำไปก็มีอันเป็นไป  ต้องมาคืนที่ต้นไทรตามเดิม       

     

    ประวัติหลวงพ่อภู

    หลวงพ่อภู  แต่เดิมเป็นชาวพระนครศรีอยุธยา  ถือกำเนิดวันจันทร์ที่ ๔ พ.ค.๒๓๙๘ ตรงกับ       วันขึ้น ๖ ค่ำ  เดือน  ๖ ปีเถาะ ที่บ้านผักไห่    จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อแฝง  มารดาชื่อ      ภาพจิตรกรรมฝาผนัง     ขำมีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน  ๕  คน เมื่ออายุ ๘ ขวบ  บิดาได้ย้ายภูมิลำเนาไปหากินที่หาดมูลกระบือ   ต.ไผ่ขวาง   อ.เมืองพิจิตร  ท่านได้เรียนหนังสือกับอาจารย์นิ่ม   จนอายุ  ๑๖ ปี  บรรพชาเป็นสามเณร  ศึกษาปริยัติธรรมอยู่  ๑  ปีก็สึกออกมาช่วยบิดาทำนา หลวงพ่อภู   เป็นคนรักและสนใจด้านไสยศาสตร์มาก   เมื่ออายุ  ๒๓ ปี ได้อุปสมบท ณ วัดท่าฬ่อ โดยมีพระครูศีลธรารักษ์ (หลวงปูจัน) เป็นพระอุปัชฌาย์  พระอธิการนิ่ม  วัดหาดมูลกระบือกับพระอาจารย์เรือน  วัดท่าฬ่อ  เป็นคู่สวด  ได้ฉายาว่า  “เมฆโชติ”  แปลว่าผู้  “สร้างในทางธรรม”

         เดิมคิดจะบวชเพียงระยะสั้น  แต่แล้วไม่คิดสึกมุ่งศึกษาธรรม  และติดตามหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานไปธุดงค์ตามที่ต่างๆ ฝึกฝนสมาธิจนกล้าแข็งได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจาก  หลวงพ่อเงิน  ไว้มากมาย  รวมทั้งพระอาจารย์อื่น ๆ  อีกหลายองค์ที่พบกลางป่า  รวมทั้งท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงพ่อโพธิ์  พระเถราจารย์ที่มีชื่อเสียง  ในด้านการทำตะกรุดหลวงปู่โพธิ์  เดิมเป็นพระเถราจารย์มอญ  จ.ปทุมธานี โดยเดินทางจากบ้านเกิด  ไปสร้างกุฏิอยู่เพียงลำพังองค์เดียวที่วัดวังน้ำเน่า จ.พิจิตร  เรียนเวทย์วิทยาคมเป็นที่เลื่องลือว่าขลังยิ่ง  แม้กระทั่งหลวงพ่อเงินและหลวงพ่อเทียน  สองเกจิดังแห่งเมืองพิจิตร  ก็ยังมีจิตศรัทธาเลื่อมใสไปกราบมนัสการขอเรียนวิชาเช่นกัน

     

     นอกจากนี้  หลวงพ่อภูท่านยังมีความรู้ทางด้านสมุนไพร  และแพทย์แผนโบราณ  ตามแบบอย่างหลวงพ่อเงินผู้เป็นพระอาจารย์  อีกทั้งมีความแตกฉานในด้านความรู้  ภาษาขอม  ได้เขียนอักขระเลขยันต์  ต่าง ๆ สารพัดเพื่อเป็นหลักฐานไว้     หลวงพ่อภู–หลวงพ่อครุฑ-หลวงพ่อเมธี  บนกระดานชนวน  เพื่ออนุรักษ์ไว้  ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ หลวงพ่อภู  เป็นพระนักพัฒนาวัดวาอารามให้มีความเจริญรุ่งเรืองหลายแห่งในสมัยนั้น   แม้กระทั่งฝรั่งชาวต่างชาติที่ไปทำทางรถไฟสายเหนือ   ก็ยังยอมสยบให้ความนับถือในตัวท่านอย่างจริงใจ ภายในบริเวณวัดท่าฬ่อ  ท่านได้เลี้ยงสัตว์ไว้มาก สัตว์ป่าแทบ ทุกชนิดที่ท่านได้เลี้ยงไว้ทุกตัวเชื่องมาก อาหารที่ใช้เลี้ยง อาทิ  ข้าวสุก หญ้า,ท่านจะเสกคาถาก่อนให้กินเสมอ  ปรากฏว่าสัตว์ทุกตัวเชื่องและคงกระพัน หลวงพ่อภู   ได้สร้างความดีต่อพระพุทธศาสนาไว้มากมาย จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌา  และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูธุระศักดิ์เกียรติคุณ  ตำแหน่งเจ้าคณะแขวง  และเป็นพระคณาจารย์ที่เรืองวิทยาคมสืบทอดเจตนารมณ์จากหลวงพ่อเงินและหลวงปู่โพธิ์   มาตราบจนอายุขัยของท่าน ในปี  พ.ศ. ๒๔๖๗   สิริคำนวณอายุได้   ๖๙  ปี  ๔๖  พรรษาวัตถุมงคลพระเครื่องรางของขลังที่ท่านสร้างไว้  ประกอบด้วย  พระเนื้อผงดำพิมพ์สมาธิ  หลังรูปกระต่าย  ฝังตะกรุดทองแดงบ้างตะกรุดเงินบ้าง  ความหมายก็คือ  กระต่ายนั้นเป็นปีเกิดของท่านเอง   พระเนื้อผงดำรุ่นนี้มีชื่อเสียงมากด้านอยู่ยงคงกระพัน   นอกจากนี้ยังมีตะกรุดโทน  ตะกรุดมหารูด  ตะกรุดสร้อยสังวาล แหวน เสื้อผ้ายันต์   ผ้าประเจียด  ธง  เหรียญรูปต่าง ๆ   ที่ท่านทำเอา (เหรียญแมงป่อง)  ไม้ตะพด

         การสร้างเครื่องรางของขลังก็ทำด้วยความละเอียดสุขุมรอบคอบ  โดยตั้งใจบรรจงจากอักขระเลขยันต์พร้อมทั้งบรรจุตะกรุดและอาคมอั นกล้าแข็งเพื่อไว้ใช้ปราบภูตผีปีศาจ เสนียดอัปรีย์จัญไร เหนือสิ่งอื่นใดเป็นสิริมงคล แก่ผู้เป็นเจ้าของอีกด้วย

     

    ประวัติหลวงพ่อครุฑวัดท่าฬ่อ

         ประวัติย่อ  เดิมชื่อครุฑ  สุขประกอบ เกิดเมื่อวันเสาร์  เดือน ๑๐ ปีมะโรง  พ.ศ. ๒๔๒๓  ที่บ้านย่านยาว  อ.เมือง  จ.พิจิตร  บิดาชื่อนายพรม  มารดาชื่อนางเหมือง  พี่น้องท่านมี  ๘  คน  ท่านเป็นคนที่  ๓  อุปสมบทเมื่ออายุ  ๒๒  ปี  ที่วัดหาดมูลกระบือ  อ.เมือง  จ.พิจิตร  มีฉายาว่าสุวันโณ  พ.ศ. ๒๔๖๗  หลวงพ่อครุฑมาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อต่อจากหลวงพ่อภู  ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูศรีธารารักษ์และดำรงตำแหน่งเจ้า คณะแขวง (อำเภอเมืองพิจิตร) ทางด้านวิชาอาคม ท่านไม่มี กิติศัพท์  เครื่องรางของขลัง  ที่ท่านสร้างไว้เท่าที่มีทราบมี  พระผงตรากระต่ายดำแดง  เหรียญหางแมงป่อง  แหวนรูปรอบกระจก  เหรียญรูปเหมือนตะกรุด  สีผึ้ง ฯลฯ  ที่ทำชื่อเสียงมากในสมัยนั้น ได้แก่  เรือศรีธารา  ซึ่งเป็น เรือแข่งประเภทเล็ก ชนะเลิศทั้งภาคเหนือกลางและใต้   จนเป็นที่เกรงขามโดยทั่วไปท่านได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้าง หอสวดมนต์กุฏิสงฆ์   ร.ร.นักธรรม  และ ร.ร.ครุฑวิทยากรณ์   เปิดสอนชั้น ป.๑ - ป.๔  ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ  ได้ให้งบประมาณสร้าง ร.ร.ประถมศึกษา ประจำตำบล  (ร.ร.บ้านท่าฬ่อครุฑวิทยากรณ์)

                             

        

    ประวัติศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ

                          ศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ  ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำน่าน  ฝั่งด้านตะวันออกทางด้านหลังใกล้ทางรถไฟสายเหนือ  (สายกรุงเทพ –  เชียงใหม่)   ภายในศาลมีองค์เจ้าแม่ทับทิม (ตุ้ยบ่วยเต่งเหนี่ยง)  เป็นองค์ประธานด้านขวาศาลเจ้าแม่ทับทิม         เป็นที่ประทับของเจ้าพ่อกวนอู  ด้านซ้ายประทับของเจ้าพ่อ  ปุนเถ่ากงและปุ้นเถ่าม่าหลักฐานที่ปรากฏพบว่าองค์เจ้าแม่ทับทิม และองค์เจ้าพ่อกวนอู ได้อัญเชิญมาจากเกาะไหหลำมลฑลกวางตุ้ง  ประเทศจีนในราวปี  พ.ศ. ๒๔๑๐ โดยเจ้าของอู่ต่อเรือที่หมู่บ้านในตำบลท่าฬ่อ  และได้ปลูกสร้างศาลถวายแด่องค์เจ้าแม่ทับทิม  และเจ้าพ่อกวนอู  ให้เป็นที่สักการะบูชาของชาวบ้าน  และ ผู้เลื่อมใสศรัทธาทั้งใกล้และไกล  ยิ่งกว่านั้นศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นที่สอนหนังสือไทย – จีนให้แก่บุตรหลานในหมู่บ้านอีกด้วย

                 ในราวปี  พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้มีการดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนเป็นเรือนไม้  ๒ ชั้น ขึ้นเคียงคู่กับศาลเจ้าแม่ทับทิม  โดยชื่อว่า “โรงเรียนราษฎร์ยกเอ็ง”  ตำบลท่าฬ่อ  อำเภอเมืองพิจิตร  จังหวัดิพิจิตร  สามารถรับนักเรียนได้ประมาณ  ๒๐๐  คน  จัดสอนเป็นเวลานานประมาณ  ๓๘  ปี

     

    ภายในศาล เจ้าแม่ทับทิม       

     มีองค์เจ้าแม่ทับทิม (ตุ้ยบ่วยเต่งเหนี่ยง)  เป็นองค์ประธาน ด้านขวาเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อกวนอู  ด้านซ้ายเป็น ที่ประทับ ของเจ้าพ่อปุ้นเถ่ากง   และปุ้นเถ่าม่า

    โบราณวัตถุประกอบด้วย  เกี้ยว    สำหรับประทับองค์เจ้าแม่ทีจากประเทศจีน  เป็นเรือนไม้แกร่งแกะสลักทั้งหลังด้วยลายดอกไม้   และสัตว์ต่าง ๆ ตามแบบศิลปะจีน

  • กลับหน้ารวม สถานที่สำคัญ


0.02s. 1.25MB